cmgfthailand

ระเบียงเศรษฐกิจ

การพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle (IMT-GT)

การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจในกรอบความร่วมมือ IMT-GT

ระเบียงเศรษฐกิจภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ที่ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อเสริมสร้างการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับอนุภูมิภาค ผ่านการยกระดับความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการลงทุนระหว่างสามประเทศสมาชิก ระเบียงเศรษฐกิจทำหน้าที่เชื่อมโยงโหนดเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ศูนย์กลางการเติบโต เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZs) ท่าเรือ สนามบิน และด่านพรมแดน เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจโดยใช้ “ระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor Approach)” ได้รับการผลักดันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในแผนปฏิบัติการ IMT-GT Roadmap ค.ศ. 2007–2011 เพื่อใช้เป็นกรอบเชิงพื้นที่สำหรับการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักในอนุภูมิภาค และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระดับพื้นที่อย่างมีทิศทาง ต่อมา แนวคิดดังกล่าวได้ถูกสืบสานและพัฒนาต่อยอดในแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปีของแผนงาน IMT-GT (IB 2012–2016) ซึ่งได้กำหนดโครงการและกิจกรรมพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญภายใต้สาขาคมนาคมและพลังงาน

ความสำคัญของระเบียงเศรษฐกิจยังคงได้รับการเน้นย้ำและขยายผลอย่างต่อเนื่องใน IB 2017–2021 รวมทั้งใน IB 2022–2026 ซึ่งล้วนยืนยันบทบาทของระเบียงเศรษฐกิจในฐานะ “กรอบการพัฒนาทางพื้นที่” ที่ช่วยสนับสนุนการบรรลุวิสัยทัศน์ IMT-GT 2036 ได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน พัฒนาความเชื่อมโยงข้ามพรมแดน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระดับภูมิภาค

การดำเนินงานด้านระเบียงเศรษฐกิจภายใต้แผนปฏิบัติการ IMT-GT (IB 2022–2026)

ภายใต้แผนปฏิบัติการ IMT-GT Implementation Blueprint 2022–2026 (IB 2022–2026) ได้มีการประยุกต์ใช้แนวทางการพัฒนาที่มุ่งเน้น “ระเบียงเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง” (Corridor-Centric Approach) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบูรณาการเชิงพื้นที่และการเชื่อมโยงระหว่างสามประเทศสมาชิก โดยมีการดำเนินงานสำคัญดังต่อไปนี้

ระเบียงเศรษฐกิจเดิมได้รับการปรับโครงสร้างใหม่ให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อมโยงโหนดเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น เมืองหลวง เมืองศูนย์กลางการค้า ท่าเรือหลัก (Maritime Gateway Ports) พื้นที่อุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยวหลัก เพื่อให้การพัฒนาดำเนินไปในลักษณะเครือข่ายเชื่อมโยงกัน แทนที่การมองระเบียงเศรษฐกิจเป็นเพียงเส้นทางเดียว ส่งผลให้เกิดการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างทั่วถึงในระดับอนุภูมิภาค

แผนปฏิบัติการฯ ได้จัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจใหม่ EC 6 โดยครอบคลุมรัฐยะโฮร์ รัฐปะหัง และรัฐตรังกานูของมาเลเซีย พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับจังหวัดต่าง ๆ ในไทยและอินโดนีเซีย เพื่อขยายความครอบคลุมของเครือข่ายระเบียงเศรษฐกิจ เพิ่มศักยภาพด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางข้ามพรมแดนอันจะนำไปสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคโดยรวม

การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภายใต้ IB 2022–2026 มุ่งเน้นประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่

1. การใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน (Economic Complementarities) ระหว่างประเทศสมาชิก

2. การยกระดับความเชื่อมโยงหลายรูปแบบ (Multimodal Connectivity) ครอบคลุมถนน ราง อากาศ และทางทะเล

3. การส่งเสริมการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าข้ามพรมแดน (Cross-Border Value Chains) รวมถึงการสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) ในการเป็นฐานการผลิต การลงทุน และการค้าระหว่างประเทศ

โครงการความเชื่อมโยงทางกายภาพ (Physical Connectivity Projects: PCPs) ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักของการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับโครงข่ายคมนาคม เช่น ถนนสายยุทธศาสตร์ เส้นทางรถไฟ โครงข่ายรางเบา และท่าเรือเชิงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างประเทศสมาชิก เสริมสร้างความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายสินค้าและบุคคล และผลักดันให้เกิดการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับอนุภูมิภาคอย่างมีประสิทธิผล

ระเบียงเศรษฐกิจทั้งหก (Economic Corridors: EC) ภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT

ภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT ได้กำหนดระเบียงเศรษฐกิจ 6 ระเบียง เพื่อเป็นกรอบเชิงพื้นที่ในการพัฒนาและเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการเดินทางระหว่างสามประเทศสมาชิก โดยรายละเอียดของแต่ละระเบียง ดังนี้

ครอบคลุมพื้นที่ :

สุมาตราเหนือ (อินโดนีเซีย), ปีนัง เคดาห์ ปะลิส (มาเลเซีย), สงขลา นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี และพัทลุง (ไทย)

ครอบคลุมพื้นที่:
ปะลิส เประ ปีนัง สลังงอร์ เคดาห์ มะละกา (มาเลเซีย), กระบี่ พังงา ตรัง ยะลา และสตูล (ไทย)

ครอบคลุมพื้นที่:
อาเจะห์ สุมาตราเหนือ เรียว สุมาตราตะวันตก จัมบี สุมาตราใต้ เบงกูลู และลัมปุง (อินโดนีเซีย)

ครอบคลุมพื้นที่:
เรียว สุมาตราตะวันตก (อินโดนีเซีย), มะละกา และยะโฮร์ (มาเลเซีย)

ครอบคลุมพื้นที่:
อาเจะห์ (อินโดนีเซีย), เคดาห์ (มาเลเซีย), ระนอง ภูเก็ต กระบี่ และพังงา (ไทย)

ครอบคลุมพื้นที่:
สุมาตราใต้ หมู่เกาะเรียว บังกา–เบอลีตุง (อินโดนีเซีย), กลันตัน ตรังกานู ปะหัง เประ สลังงอร์ มะละกา ยะโฮร์ (มาเลเซีย), และปัตตานี ยะลา นราธิวาส (ไทย)

พัฒนาการของแนวคิดการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจในกรอบ IMT-GT

แนวคิด “การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor Approach: EC Approach)” ได้รับการผลักดันและนำมาใช้เป็นกรอบเชิงพื้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือของอนุภูมิภาค IMT-GT โดยมีพัฒนาการสำคัญดังนี้

1. ระยะเริ่มต้น – IMT-GT Roadmap ค.ศ. 2007–2011

เป็นครั้งแรกที่แนวคิดระเบียงเศรษฐกิจถูกเน้นย้ำอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดให้เป็นกลไกสำคัญสำหรับการรวมกลุ่มกิจกรรมเศรษฐกิจหลัก การยกระดับความเชื่อมโยงด้านคมนาคม และการสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างสามประเทศสมาชิก

2. การสานต่อและขยายผล – IMT-GT Implementation Blueprint 2012–2016 (IB 2012–2016)

IB 2012–2016 ซึ่งเป็นแผนสืบเนื่องจาก Roadmap ได้กำหนดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจให้เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญภายใต้สาขาคมนาคมและพลังงาน เพื่อเพิ่มความเป็นรูปธรรมของการบูรณาการเชิงพื้นที่

3. การยกระดับกรอบการพัฒนา – IB 2017–2021

ได้ปรับปรุงกรอบระเบียงเศรษฐกิจให้มีความครอบคลุมมากขึ้น พร้อมขยายการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าข้ามพรมแดน และสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภูมิภาค

4. การพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ –แผนปฎิบัติการระยะ 5 ปี  (IB 2022–2026)

ได้ประยุกต์ใช้ แนวทางการพัฒนาตาม “แนวระเบียเศรษฐกิจ” อย่างชัดเจน รวมถึงปรับโครงสร้างระเบียงเศรษฐกิจเดิม จัดตั้งระเบียงใหม่ EC 6 และพัฒนาโครงการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน (PCPs) เพื่อสนับสนุนการบรรลุวิสัยทัศน์ IMT-GT 2036

บทบาทและความสำคัญของระเบียงเศรษฐกิจในกรอบ IMT-GT

ระเบียงเศรษฐกิจทั้งหกภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจแบบบูรณาการ โดยใช้การจัดกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry Clustering) การพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์ และการยกระดับเมืองชายแดนให้เติบโตเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจเกิดใหม่ในอนุภูมิภาค การกำหนดระเบียงเศรษฐกิจแต่ละเส้นทางได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญด้านการพัฒนาของประเทศสมาชิก ตลอดจนเชื่อมโยงกับแผนแม่บทความเชื่อมโยงอาเซียน (ASEAN Connectivity Master Plan) เพื่อกระชับการเชื่อมโยงระหว่างตลาด ชุมชน และโอกาสการพัฒนาในพื้นที่ IMT-GT

ระเบียงเศรษฐกิจมีส่วนสำคัญในการยกระดับระบบคมนาคมและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศสมาชิก ผ่านโครงข่ายถนน ราง ทะเล และอากาศที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และประชาชนมีความคล่องตัวมากขึ้น ตลอดจนช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภูมิภาค นำไปสู่การขยายตัวของการค้า การลงทุน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่

นอกจากประโยชน์ด้านเศรษฐกิจแล้ว ระเบียงเศรษฐกิจยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างการบูรณาการระดับอนุภูมิภาค โดยทำหน้าที่กระชับความเชื่อมโยงระหว่างจังหวัด รัฐ และเมืองสำคัญของสามประเทศสมาชิก ส่งผลให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญของเสถียรภาพและความร่วมมือในอนาคต

ภายใต้บริบทการพัฒนาที่ยั่งยืน ระเบียงเศรษฐกิจยังสนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจสีน้ำเงิน และเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ทรัพยากร การใช้พลังงานสะอาด และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งนี้ ระเบียงเศรษฐกิจในฐานะกลไกยุทธศาสตร์หลักของ IMT-GT มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ปี 2036 ที่มุ่งสร้างอนุภูมิภาคที่มีความเชื่อมโยงสูง มีนวัตกรรม เป็นธรรม ครอบคลุม และยั่งยืน

Facebook
Twitter
LinkedIn